[เรื่องสั้น] กาแฟ

posted on 09 Jan 2009 21:33 by suebphatt in Novel

กาแฟในถ้วยเช้านี้ไม่หอมกรุ่นเหมือนเช้าเมื่อวาน

ผมรู้ตัวมาสักพักหนึ่งแล้ว ว่าวันนี้ต้องมาถึง
วิกฤตเศรษฐกิจเมืองไทยมันฟ้อง ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์มาหลายฉบับ
ข่าวคราวจากเพื่อนฝูงจากหลายๆบริษัทอื่น หลายทิศหลายทางยังอุตส่าห์ตามมาสมทบ เหมือนสังคมกำลังประกาศตัวเอง
ว่าการทดสอบสมาชิกกำลังจะเริ่มในเวลาอันสั้น
ชีวิตนับหมื่น หรืออาจเหยียบแสน กำลังเข้าสู่ช่วงกราฟ 'ขาลง'

"Lay Off" คำที่พนักงานเงินเดือนอาจจะไม่อยากได้ยินมากที่สุด
รวมทั้งผมด้วย

อาจจะด้วยเพราะตอนนี้ชีวิตผมกำลังไปได้ดีพอสมควร
ภรรยาและลูกชายของผมอีกสองคนกำลังมีความสุขดีกับการใช้ชีวิตครอบครัว
โดยที่มีผมดูแลมาสักพักใหญ่ๆแล้ว

แต่วันนี้ ผมกลับต้องนั่งครุ่นคิดอยู่หน้าถ้วยกาแฟที่มีคนชงคนเดิม แต่ไม่อร่อยอีกแล้ว
ผมต้องนั่งคิดว่า ผมจะต้องรับฟังประโยคที่ว่า "ขอบคุณที่ตั้งใจทำงานให้บริษัทเรามาตลอด" ด้วยสีหน้าท่าทางแบบไหน
และผมควรจะมองโลกต่อไปอย่างไร นับจากนี้

ผมดื่มกาแฟไม่หมดถ้วย

สองมือของผมกุมพวงมาลัย และบังคับมันด้วยสัญชาตญาณอย่างเดียวเท่านั้น
เพราะจิตสำนึกของผมตอนนี้มันไม่อยู่กับตัวแล้ว
ทุกวินาทีดูลำบาก ต้องคอยประคองสติให้อยู่กับตัวตลอดเวลา

ผมบรรจงถอยรถเข้าที่จอดประจำในบริษัทด้วยใจที่ล่องลอย

หน้าร้อนเพิ่งจะหมดลงไป ยุงที่เคยชุกชุมเริ่มย้ายถิ่นฐาน ลานจอดรถชั้นใต้ดินนี้พื้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำที่รั่วมาจากแอร์ที่ไม่ได้รับการดูแลมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผสมกับน้ำขังที่ไหลเทลงมาจากชั้นบน

ผมเลิกขาเกงเกงขึ้นและสาวเท้าช้าๆ ระวังไม่ให้เปียก ด้วยว่า วันนี้เผื่อจะเป็นวันสุดท้ายที่จะใช้ชีวิตในบริษัทโดยไม่มีอะไรทำให้ขุ่นใจ

ทันทีที่ผมเข้าไปในบริษัท ผมก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่ไม่เหมือนเดิม
เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลง ให้ผม กับพนักงานอื่นอีกหลายๆคน ได้มีเวลาทบทวนอดีตที่ผ่านมา ที่ได้ใช้ชีวิตในบริษัทนี้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเห็นพนักงานบางคนยังใช้ชีวิตตามจริตที่เขาเคยทำ
มันมองได้สองแง่ ว่า
หนึ่ง เขายังไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันที่ชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปอีกมาก
สอง เขาแน่ใจแล้วว่า ชีวิตเขาไม่เปลี่ยนไปแน่นอน

พนักงานแต่ละคน 'ฝืน' ยิ้ม ทักทายให้กัน รวมทั้งผมด้วย
แม้จะเป็นยิ้มที่ใช้พลังงานมากเหลือเกินในการขยับปาก แต่มันก็ยังจริงใจ เหมือนที่ผ่านมาทุกๆวัน

ผมเอนตัวลงนั่งอย่างสบายบนเก้าอี้ที่รัก ที่ผมนั่งมาหลายปี
และโต๊ะไม้ที่อยู่ข้างหน้าผม ก็ดูมันจะว่างๆจากกองเอกสารมาหลายวันแล้ว
โทรศัพท์ก็ไม่โวยวายมาหลายวันแล้วเช่นกัน

"เป็นไง ... คิดอะไรออกบ้างหรือยังวะ"

ไอ้ทศ เพื่อนร่วมงานคนสนิทที่นั่งข้างหลังผมมาหลายปี เอ่ยปากถามผมก่อนโดยไม่หันหน้ามาเหมือนเคย

"ยัง ... ยังไม่ได้บอกที่บ้านเลยด้วย" ผมตอบโดยไม่หันหลังเหมือนเคยเช่นกัน พลางหยิบคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คออกจากกระเป๋า เสียบกับปลั๊กบนโต๊ะตามความเคยชิน

"เออ... ข้าก็ยัง" มันหยุดคิดพักหนึ่งแล้วตอบผม

"เมียข้าไม่เข้าใจหรอก เรื่องนี้ ความเป็นไปของระบบเงินตราทั้งหลายแหล่ ในหัวแกมีแต่เรื่องทำอาหาร ซักผ้า ค่าเทอมลูก ค่าน้ำมัน แล้วก็เรื่องที่จะเมาธ์ป้าหน้าปากซอยเท่านั้นเอง" ผมเริ่มระบายความในใจ

"ไม่ต่างกันเท่าไร... " ไอ้ทศถอนหายใจคั่นจังหวะ

ผมเปิดเว็บดูดรรชนีหุ้น นั่งมอง แต่ไม่ได้ทำอะไรกับมัน
มือมันกดเข้าไปเองแบบนั้น เพราะไม่มีอะไรทำ

"ข้าสับสนไปหมด" ไอ้ทศทำลายความเงียบขึ้นมา และพูดต่อ "ข้าผูกพันกับบริษัทนี้ด้วย ข้าไม่ได้ห่วงเรื่องเงินเดือนกับที่บ้านอย่างเดียวหรอก ..."

มันถอนหายใจอีกหนึ่งที เสียงที่ได้ยินตอกย้ำความรู้สึกผมได้ดีทีเดียวเชียว
"พอคิดไปว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องมาที่นี่แล้ว ไม่ต้องขับรถมาที่นี่แล้ว จะไม่ได้เจอเพื่อนๆทีมนี้ ไม่ได้เจอเอ็ง ไม่ได้กินกาแฟฝีมือป้าศรี แล้วมันใจหายว่ะ ..."

ผมเงียบ
ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเห็นด้วยกับมันอยู่ในใจ
และไอ้ทศก็ไม่ได้คาดหวังจะให้ผมเปล่งเสียงตอบมัน
มันเข้าใจผมอยู่แล้ว








"ข้าว่าจะเปิดร้านขายน้ำผลไม้" ไอ้ทศพูดเร็วๆ ก่อนจะตักอาหารกลางวันเข้าปากเป็นคำแรก

ที่จริงอาหารกำลังจะเข้าปากผม แต่สะดุดประโยคที่มันพูดเสียก่อน จึงกลั้นใจถามมัน

"ทำไมวะ?"
แล้วผมก็ตักอาหารกลางวันเข้าปากเป็นคำแรก ทีหลังมัน

"ลูกสาวข้าเพิ่งพาเพื่อนมาเล่นที่บ้าน แกกับเพื่อนๆเล่นเปิดร้านขายน้ำผลไม้กัน หูข้าบอนไปได้ยินเข้าพอดี" มันยังเคี้ยวไม่เสร็จ
"จะให้ลูกสาวเสี่ยงทายอาชีพในอนาคตให้-ว่างั้น?" ผมก็เช่นกัน
"เมียข้าก็ทำน้ำผลไม้ให้ลูกข้ากินบ่อยๆ อร่อยดีเหมือนกัน" มันก็ยังเคี้ยวไม่เสร็จ มือของมันจ้วงอาหารขึ้นบนช้อน รอคำต่อไปเรียบร้อยแล้ว
"คิดสูตรเองให้อร่อยๆ ไม่เหมือนใคร ขายแถวๆหน้าโรงเรียน หรือมหา'ลัย ก็น่าจะรุ่งอยู่หรอกนะ" สัญชาตญาณนักการตลาดของผมออกมาโดยไม่รู้ตัว และผมก็ตักอาหารคำที่สองเข้าปากไปแล้ว
"ข้ามีทำเลแล้ว สูตรน้ำให้เมียคิด ที่เหลือข้าก็แค่ต้องหัดทำความสะอาดบ้านให้เป็นเท่านั้นเอง ฮ่าๆๆ" มันหัวเราะร่วน โชคดีที่มันเคี้ยวข้าวหมดแล้ว

ผมยิ้ม "เอ็งยังดี ข้าสิ ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อเลย หลังจากออกจากงานนี้แล้ว"
"เมียเอ็งขี้กังวลด้วยสิ ลำบากหน่อยนะ" มันตักข้าวคำโตเข้าปาก "คงต้องอธิบายกันนานหน่อย"


โต๊ะอาหารเงียบลงอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงจอแจของยานพาหนะที่วิ่งอยู่รอบข้าง

ความจริงผมไม่ได้เป็นห่วงเลยแม้แต่น้อย เรื่องที่ภรรยาที่บ้านของผมจะทำหน้าซีดแค่ไหนเมื่อทราบข่าวนี้
ผมมีวิธีดีดีที่จะอธิบายเรื่องนี้ ผมพอจะมีวาทศิลป์อยู่บ้าง ทำให้เรื่องนี้ไม่ลำบากเท่าไร
เรื่องที่เป็นเหมือนเทือกเขาที่ทั้งใหญ่และยาวเหยียดสำหรับผมก็คือ วิธีหาเงินมาจุนเจือครอบครัว หลังจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

ผมจะคงสภาพ 'ว่างงาน' ไว้นานไม่ได้
เพราะผมยังผ่อนบ้าน รถ และชำระค่าเทอมลูกน้อยอีกสองคนเต็มจำนวน
ถึงแม้จะมีเงินเก็บไว้ใช้ฉุกเฉินอยู่บ้าง แต่จากการคาดคะเน มันยืดสถานะ 'ว่างงาน' ผมไว้ได้ไม่เกินครึ่งปี
แถมยังเป็นจำนวนที่ยังต้องคิดให้หนักๆอีกด้วย ถ้าผมจะลงทุนเปิดกิจการเองสักอย่างที่บ้าน โดยใช้ 'เงินเย็น' และไม่ต้องไปค้างชำระหนี้บริษัทอื่นใด





ท้ายทอยและขมับของผมเริ่มบีบเข้าหากันนิดๆ
ผมไม่ได้เป็นไมเกรนมานานแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดถึงมัน การมาเยือนของมันครั้งนี้อยู่เหนือการคาดการณ์ของผม
ยังดีที่มันยังปราณีผม มันยังเหลือแรงให้ผมประคองตัวเองเคลื่อนที่ไปมาในบริษัทที่รักได้อยู่ และยิ่งโชคดีนักที่มันยังไม่ทำร้ายผมจนถึงขนาดขับรถกลับบ้านไม่ได้

และเบื้องหน้าผมในวินาทีนี้ คือสิ่งมีชีวิตที่ผมเรียกว่า 'บอร์ดผู้บริหาร' มาตลอดระยะเวลาหลายปี

"ผมเสียใจที่ต้องบอกข่าวนี้กับคุณ" เขาเกริ่น
"ผมเตรียมใจไว้แล้วครับ" ผมยิ้มเนือยๆ การที่ผมยิ้มทำให้ผมปวดขมับมากขึ้น แต่ผมก็ไม่หุบมันลง

ผมยื่นมือออกไปคว้าซองสีขาวที่ดูสะอาดตาจากมือของ 'บอร์ดผู้บริหาร' คนหนึ่ง โดยที่เขายังไม่ได้ยื่นให้ด้วยจิตใจที่มันสงบ ... กว่าที่คิด

การ 'ทำใจ' มันมีประโยชน์แบบนี้นี่เอง ผมคิด
ผมลุกขึ้นช้าๆ คำนับหนึ่งครั้ง และหันหลัง ออกเดินไปจากห้องอย่างสุภาพ

"เราไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงดี คุณเกิดภูมิ คุณทำได้ดีมากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และสิ่งนั้นมันจะส่งผลดีให้คุณเช่นกัน ..." เขาพูดกับผม
เป็นเรื่องน่ายินดีเช่นกัน ที่ 'บอร์ดบริหาร' พูดจาดีกับผมตลอดมาในระยะเวลาหลายปี
อาจเป็นเพราะผมเป็นนักการตลาดที่ทำหน้าที่ได้ดีคนหนึ่งก็ได้ ผมจึงมีค่ากับเขาพอสมควร

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้วิธีหาเงินมาเลี้ยงคนในครอบครัวของผมในวันพรุ่งนี้ได้ ...

ผมเดินออกจากห้องเร็วขึ้น เพราะรู้สึกว่าตาเริ่มจะแดง และมีน้ำเข้าไปเจิ่งนองอยู่นิดหนึ่ง





"เหมือนกันว่ะ โดนเหมือนกัน" ไอ้ทศก้มหน้าหัวเราะแห้งๆ ผมหัวเราะเบาๆ และถอนหายใจไปพร้อมกัน

เมื่อถึงเวลาแยกย้าย เราอำลาพนักงานคนอื่นๆ ที่ทำงานด้วยกันมานาน
บางคนร้องไห้เสียงดังอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน และผมคิดว่าผมเข้าใจความรู้สึกของเขา
ทุกคนมีน้ำเสียงสลด แม้กระทั่งคนที่ 'รอดชีวิต' ก็ยังมีคิ้วที่ขมวดได้รูป พร้อมทั้งไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรดีให้เพื่อนที่โชคร้ายอีกหลายคนเห็น

สิ่งที่แตกต่างก็คือ คนส่วนใหญ่มีแผนสำรองกันหมดแล้ว ว่าหลังจากวันพรุ่งนี้จะทำอะไรต่อ เป็นไปตามความถนัดของแต่ละคน
และนั่นยกเว้นผม และมันก็กดท้ายทอยและขมับของผมอีกครั้ง

ท้องฟ้าวันนี้มืด ดูเป็นปกติ ถ้ามันเป็นวันอื่น
แม้จะเป็นสีเดียวกัน แต่มันดูเหงา และวังเวงกว่าทุกวันที่ผ่านมา ....




ระหว่างทางกลับ ในหัวผมล่องลอยด้วยคำถามยากๆตลอดทางกลับ
แม้กระทั่ง คำถามที่ผมไม่เคยด้วยซ้ำแม้จะคิดถึงมัน


เราจะรีบๆทำงาน หาเงินเยอะๆ ไปทำไม?
ถ้าภรรยาและลูกๆของผม ไม่มีความสุขที่จะอยู่กับผมอีกแล้ว ผมต้องรับผิดชอบอย่างไร?
อะไรบ้างที่ผมจะทำได้ นอกจากทำงาน?
ลูกๆของผมโตขึ้นจะเป็นคนอย่างไร? และถ้าเขาเจอเหตุการณ์เช่นผม เขาจะเอาตัวรอดได้บ้างหรือไม่?

น้ำตาของผมไหลเอ่อออกมาไม่รู้ตัว
ปริมาณของมันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองข้าง ริมฝีปากเริ่มบีบเข้าหากันทั้งบนและล่าง
ผมพยายามหายใจยาวๆ ลึกๆ เพื่อรวบรวมพลังมาประคองพวงมาลัยต่อไป


และก็โชคดีอีกครั้ง ที่น้ำตาทุกหยดแห้ง ก่อนที่ผมจะถอดรองเท้าและเดินเข้าบ้าน

"กลับมาแล้ว"

"กลับมาแล้วเหรอคะ?" เสียงนั้นไพเราะกว่าทุกวันที่ผมเคยได้ยิน
ผมตรงเข้าไปกอดเธอ

"มีอะไรหรือเปล่าคะ?" เธอเงียบสักพัก กอดผมกลับ และถามด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น






"ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่" เธอกล่าวเสียงราบ
ผมโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ผมไม่ต้องใช้วาทศิลป์อะไรมากมายด้วยซ้ำ ในการสื่อสารเรื่องทั้งหมดให้เธอรับรู้

ลูกๆของผมนั่งช่วยกันทำการบ้านอยู่ข้างบน และไม่มีเหตุผลอันใดบ่งบอกว่า พวกแกสมควรจะรู้เรื่องนี้
พวกแกยังเด็กอยู่มาก

"ที่รัก ผมขอโทษ" ผมกล่าวจากใจจริง ไม่ได้ต้องการความเห็นใจใดๆทั้งสิ้น
"ไม่จำเป็นค่ะ แค่นี้ฉันก็ติดบุญคุณคุณตั้งมากมายแล้ว" เธอตอบ

ผมคาดหวังกับตัวเองเหลือเกิน ว่าต้องดูแลเธอให้ดีกว่านี้
พรุ่งนี้ผมต้องทำอย่างไร?
บางครั้งผมเผลอคิดไปด้วยซ้ำว่า ผมควรมีชีวิตต่อไปหรือ?

เพราะมันดูไร้หนทางจริงๆ
มืดมัวแปดด้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"แม่คับ ทำการบ้านข้อนี้ไม่ได้" ลูกของผมคนหนึ่งตะโกนลงมาจากชั้นบน ภรรยาของผมขอตัวออกไป
ขมับของผมบีบตัวแน่นกว่าเดิม ผมถอนหายใจ

ผมออกแรงลุกขึ้น
เดินไปที่หน้าต่างช้าๆ คลายมู่ลี่ออก มองไปที่ดวงจันทร์


วันนี้ดวงจันทร์เต็มดวง สองแสงสว่าง


ผมนึกขึ้นได้ว่าภาพนี้เป็นภาพเดียวกันที่ผมเห็นในวันที่ผมเพิ่งย้ายเข้ามาที่บ้านหลังนี้เป็นวันแรก
เสียงจิ้งหรีดร้องกังวาลลอยอยู่รอบๆ เสียงที่ผมคุ้นเคย ภาพที่ผมชินตา
จู่ๆผมก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา ...

ที่จริง ผมเกือบจะลืมภาพนี้ไปแล้ว
เพราะผมมัวแต่ทำงาน และทำงาน
จนลืมไปแล้วว่ามีบรรยากาศแบบนี้อยู่ในบ้านด้วย
บรรยากาศแห่งความสุข และสงบ
ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าผมจะทำโบนัสปลายปีได้สักกี่เปอร์เซนต์ก็ตาม
มันก็ไม่เหมือนกัน ...

แล้วที่ผ่านมา ผมจะรีบไปทำไม ...?

ผมผละสายตาจากหน้าต่างและดวงจันทร์



เธอยืนกุมมือเด็กตัวเล็กทั้งสองคนทั้งซ้ายขวา จ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาฉงน

"พ่อร้องไห้ทำไมฮะ?" ลูกคนโตของผมเอ่ยขึ้น
ผมสะดุ้งเล็กน้อย รีบยกมือปาดน้ำตาตัวเอง
ไม่รู้ตัวอีกแล้ว ... ผมคิด

"หน้าต่างมันหนีบมือน่ะลูก" ผมตอบ น้ำเสียงผมไม่สั่น

"ซุ่มซ่ามจัง" ลูกคนเล็กของผมหัวเราะออกมา ฟันข้างหน้าทั้งสองซี่ของแกยังไม่ขึ้น ผมหัวเราะดังลั่นทั้งน้ำตา
เธอก็เช่นกัน ...

"โอมเพี้ยง หายเจ็บแล้วฮะ" ลูกคนโตเดินเข้ามาจับมือผมขึ้น แล้วยกขึ้นเป่า
ลูกคนเล็กเดินท่างุ่นง่านเข้ามาเกาะขาผม
 

ผมนั่งลง หอมแก้มเขาทั้งสองคน
"ไปทำการบ้านไป แล้วเดี๋ยวพ่อเล่านิทานให้ฟังนะคืนนี้" ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

ทั้งสองคนยิ้มให้กัน ดูดีใจมาก และวิ่งออกจากห้องไป
ท่าทางผมจะไม่ได้เล่านิทานให้พวกแกฟังมานานพอสมควรเหมือนกัน


เมื่อลูกออกไป เธอเดินเข้ามาหาผม และสวมกอดอย่างไม่มีจังหวะรอ

"คืนนี้พักผ่อนนะคะ คุณเหนื่อยมาเยอะแล้ว" เธอกล่าวข้างหูผม เสียงของเธอไพเราะกว่าเสียงจิ้งหรีดไม่รู้ตั้งกี่เท่า
"พรุ่งนี้ค่อยช่วยกันคิดค่ะ ว่าจะทำอย่างไรต่อ แต่คืนนี้พักก่อนนะคะ เชื่อฉันเถอะ" เธอยิ้ม
ผมมองตาเธอ พร้อมกับความรู้สึกที่ผมบรรยายไม่ได้ ข้างในหัวใจ...

"กินข้าวเถอะค่ะ"
เธอจูบผมที่แก้ม ค่อยๆปล่อยกอดจากผมและเดินออกไป


ถึงตอนนี้ ผมลืมไปแล้วว่าปวดหัวอยู่
น้ำตาของผมไหลหนักกว่าเก่า แต่ไม่ใช่เพราะความเศร้าอีกต่อไป

หลังจากที่ผมสำรวจดวงตาเธอเมื่อครู่
ผมได้คำตอบแล้วว่า ผมจะมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไร ...





กาแฟในเช้าวันพรุ่งนี้ ต้องหอมมากแน่ๆ

Comment

Comment:

Tweet

But Mr Koizumi is completely not by the Japanese political order out of the traditional brand card ",

#4 By Louboutin (120.43.5.247) on 2012-01-02 22:04

bravo!!
น่าส่งไปทางฟอร์เวิร์ดเมลล์ให้คนอื่นได้อื่นได้อ่านเยอะว่ะเพื่อน..
กุคนที่เขาได้อ่านเขาคงมีแรงฮึดสู้ต่อไป..
ปล.เป็นบทความที่ดีเยี่ยม..

#3 By coolshark (210.86.128.161) on 2010-03-23 16:32

big smile อิอิ

#2 By น้ำหอม (118.172.56.31) on 2009-02-01 18:42

Hot!

#1 By iDoi* on 2009-01-13 02:20