progressive

โชคดีที่ผมขับรถมาด้วยความเร็วไม่มาก เพราะป้าเค้าเล่นเดินมาตรงรี่อย่างเร็วเพื่อข้ามถนนตรงที่รถกำลังวิ่งวุ่นในชั่วโมงเร่งด่วน ตรงสี่แยกไฟแดง ถนนเพชรเกษม-ปากทางสาย 2
 
ใครเคยขับผ่านสีแยกไฟแดงตรงนั้น จะจำได้ว่ามันจะมีสะพานลอยอันนึง ค่อนข้างอลังการ มันอยู่บนหัวผม และอยู่บนหัวของป้าด้วย
 
แต่ป้าแกสาวเท้าเดินป้าบๆ อย่างมั่นใจในการเดินตัดหน้ารถทั้ง 8 เลน เพื่อข้ามไปอีกฝั่ง
เท้าของแกเดินเอาๆ มือของแกก็ชูขึ้นมาเป็นเชิงขอทาง ประมาณว่า "ขอป้าไปหน่อยๆ"
 
ผมต้องเบรคค่อนข้างตัวโก่ง เพราะป้าค่อนข้างดื้อ คือถ้าผมไม่หยุด ป้าแกก็เหมือนจะค่อนข้างจะยอมให้ชน ประมาณว่า "เป็นไงเป็นกัน"
 
ป้าเป็นวัยรุ่นนี่ดีนะครับ รับความเสี่ยงในชีวิตได้สูงดี -_-
 
ตอนนั้นผมทนไม่ไหว เพราะสะพานลอยมันอยู่บนหัวป้าชัดๆ อีกเหตุผลก็คือ ในแววตาของป้าแก ไม่มี attitude แห่งการมี safety first ในการใช้ชีวิตอยู่เลย
 
ผมเลยตัดสินใจ เปิดประตูรถออกไป แล้วเดินลงไปหาป้าทันที
ใช่ครับ ผมจอดรถกลางถนนนั่นแหละ ทั้งในชั่วโมงเร่งด่วน แต่รถคันหลังๆ ก็ดูเหมือนจะพอเดาได้ว่าผมกำลังจะทำอะไร เขาเลยคงหยุดรอดู โดยยังไม่บีบแตรไล่
 
ผมเดินตรงรี่ไปหาป้าที่อยู่กลางถนน แล้วพูดเสียงดัง เพื่อให้เสียงแหบๆ ของผมมันเล็ดลอดเสียงการจราจรไปให้ถึงโสตประสาทของป้าได้
 
"ป้า สะพานลอยอยู๋บนหัวป้านะครับ ทำไมไม่ข้าม"
 
ผมตรงเข้าประเด็น มั่นใจว่าสีหน้าของตัวเองไม่ได้หาเรื่อง และมีความเป็นห่วงเป็นใยผสมอยู่
 
ป้ามองหน้าผม สบตาแล้วหันหนีอย่างรวดเร็ว เหมือนจะสำนึกผิด แต่ก็เหมือนจะมีบาเรียในใจเล็กๆ ผมดูออกทันทีว่าป้าก็ไม่ชอบให้ใครมาดุ แต่ก็ไม่น่ามีอีโก้อะไร
 
"ป้าครับ ถ้าป้าตาย ลูกป้าจะเสียใจแค่ไหนครับ ตายโง่ๆ เพราะไม่ข้ามสะพานลอยด้วยนะ" ผมย้ำ พอผมสังเกตว่าป้ายังไม่แสดงกิริยาตอบโต้กับ attitude ที่ผมยายามจะยัดให้มากนัก
 
ผมเลยบุกรุกให้หนักกว่าเดิม ทำตัวเลียนแบบครูเด็กมัธยม
 
"ไหน ขอผมตีขาป้าสักทีนะ ขอข้างละทีละกัน ข้อหาที่มันขี้เกียจเดินขึ้นสะพานลอย แหม"
ผมหวดมือลงน่องป้าดัง เผียะ ป้าสะดุ้งโหยง ผมรู้ว่าป้าไม่ได้เจ็บหรอก แค่ตกใจเพราะไม่คิดว่าจะโดนเด็กแปลกหน้าที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้ามาตีขาเอาแบบนี้
 
ทันทีที่หวดมือลงน่องครบสองข้าง ผมก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วบุกรุกต่อ
 
"ไหน เมื่อกี้มือไหนที่ชูขึ้นมาขอทางครับ"
 
ป้าค่อยๆ ยื่นมือขวาขึ้นมาแต่โดยดี
 
"นี่แน่ะ ข้อหาไปส่งเสริมให้ขาสองข้างมันขี้เกียจ" ผมหวดมือลงที่หลังมือข้างนั้นของป้า ป้าพยายามจะชักมือหลบกล้บ เหมือนเด็กมัธผมที่ชักมือหลบครูเวลาถูกตี แต่เร็วไม่พอ โดนผมหวดไปเต็มๆ
 
สีหน้าของป้าเบะออก ทำท่าจะสะอื้น
ผม ที่ไม่ชอบผู้หญิงร้องไห้อยู่แล้ว ก็เลยตะคอกไปอย่างสุภาพ
 
"ไม่ต้องร้องไห้เลยนะครับป้า ทำผิดก็ต้องยอมรับแล้วแก้ตัว ถ้าผมไม่พูดแล้วใครจะพูด ป้าจำไว้นะครับ ถ้าไม่อยากตายก็ข้ามสะพานลอยซะด้วย นี่ปกติป้าข้ามถนนแบบนี้ทุกวันหรือเปล่า? ห๊ะ? ป้าจะเกลียดผมก็ได้ แต่เห็นแก่ลูกหลานป้าเองเถอะ เลิกทำแบบนี้ได้แล้วนะครับ ขึ้นสะพานลอย ข้าป้าจะได้แข็งแรงด้วยนะเออ"
 
ป้าน้ำตาคลอ แต่พยักหน้าทำท่ารับฟัง เหมือนป้าจะเข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้นแล้ว
ผมก็เดินจากป้ามา เดินกลับมาขึ้นรถ
 
 
 
แล้วผมก็ตื่นขึ้นจากวังวนความคิดของตัวเอง
 
ถึงตอนนี้ ป้าแกข้ามถนนไปถึงอีกฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว โดยที่ก็ไม่ได้ข้ามสะพานลอย แล้วก็ไม่ได้มีใครลงไปดุป้า เตือนป้า หรือว่าจะมีรถคันไหนบีบแตรว่าแก
 
 
ถ้าผมบ้าพอที่จะทำตามความคิดทุกอย่างของตัวเองก็คงจะดี
ผมฝันว่า สักวันหนึ่ง ผมอยากจะบ้าแบบนั้นให้ได้
 
ไม่ต้องบ้าพอที่จะเปลี่ยนโลกหรอก
บางที แค่เปลี่ยนป้าได้ก็พอแล้ว

หั่นความรักนั่นซะ

posted on 19 Sep 2012 06:35 by suebphatt in Poetry directory Idea

ด้วยความที่ผมเคยอ่านหนังสือของ OSHO อยู่แล้ว (ผู้เขียนที่ทำให้เด็กอ่อนต่อโลกอย่างผม เจ็บหน้าอก และยอมรับความจริงอันเจ็บปวดของโลกนี้ ทั้งที่ยังนั่งยิ้ม)

ผมก็สะดุดมาเจอบทความนี้เข้าโดยบังเอิญ จะว่าเป็นนิยามความรักก็ได้ ซึ่งพออ่านเข้าก็เห็นด้วยอย่างจัง

อย่าเข้าใจผมผิดว่าผมมองความรักแม่งเป็นเรื่องบ้าบอคอแตก หรือเป็นเรื่องเสี่ยวๆ

โลกเรา จริงๆ แล้ว มันก็ขาดความรักไม่ได้จริงๆ แต่ต้องเป็นความรักแบบที่เข้าใจ ยั่งยืน ไม่เห็นแก่ตัวครับ

 

อันนี้เป็นตัวบทความ .. ผมจะพยายามแปลให้ฟังนะ

 

“Your question is, ‘Can you talk about the art of nourishing oneself with love?’ There is no art because there is no need of any effort. Love is the nourishment. But humanity has been so confused by its leaders that one does not know the most inner realms of one’s own being. Love is nourishment in itself. The more you love, the more you will find untrodden spaces where love goes on and on spreading around you like an aura.

 

“But that kind of love has not been allowed by any culture. They have forced love into a very small tunnel: you can love your wife, your wife can love you; you can love your children, you can love your parents, you can love your friends. And they have made two things so deeply rooted in every human being. One is that love is something very limited – friends, family, children, husband, wife. And the second thing they have insisted is that there are many kinds of love.

 

"You love in one way when you love your husband or your wife; then you have to bring another kind of love when you love your children, and another kind of love when you love your elders, your family, your teachers, and then another kind oflove for your friends. But the truth is, love cannot be categorized the way it has been categorized throughout the whole history of mankind. There were reasons for them to categorize it but their reasons are ugly and inhuman, because in this categorization they killed love...

 

“The reason why all the cultures have insisted on categorization is because they have been very much afraid of love, is because if there is existential love, then it does not know boundaries – then you cannot put Hindus against Mohammedans, then you cannot put Protestants against Catholics. Then you cannot draw a line saying that you cannot love this person because he is Jewish, Chinese. The leaders of the world wanted to divide the world, but to divide the world they have to do the basic division which is of love.”

 

Osho, Om Mani Padme Hum: The Sound of Silence, the Diamond in the Lotus, Talk #20

 

 

 

ถ้าคุณจะไหว้วานผมให้บอกถึงศิลปะในการ "เติมเต็ม" ใครคนหนึ่งด้วย "ความรัก"

ผมบอกได้เลยว่า มันไม่มีวิธีแบบนั้นหรอก

 

ความรักมันถูกเติมเต็มโดยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่คนทุกคนนั้นงงงวยและสับสนกันมานาน ความจริงก็คือ ยิ่งคุณรักมากเท่าไร คุณก็ยิ่งสัมผัสได้ว่ามันลอยอยู่รอบๆ ตัวคุณเหมือนเป็นแสงออรา

ความรักแบบนี้แหละที่มันไม่ถูกอนุญาตให้สถิตย์อยู่ในวัฒนธรรมประเพณีใดๆ พวกคุณทั้งหมดจับความรักเอามายัดใส่ท่อน้ำอันเล็กๆ ... คุณรักภรรยาของคุณ ภรรยาของคุณก็รักคุณ คุณรักลูก คุณรักพ่อแม่ คุณรักเพื่อน ...

 

พวกเราปล่อยให้สิ่งสองสิ่งนั่นหยั่งรากลึกลงในใจพวกเราเองจนยากเกินจะถอนมันออก

หนึ่งคือ ความรักนั้นเป็นอะไรที่มันคับแคบ จำกัด... เพื่อน, ครอบครัว, ลูก, สามี ฯลฯ

สอง คือ เรามักพูดกันว่า ความรักมีหลายรูปแบบ

 

คุณรักสามีคุณคนละแบบกับที่รักลูก และเป็นคนละแบบกับที่รักพ่อแม่, ครู, เพื่อน ของคุณเช่นกัน

 

ความจริงก็คือ ความรักนั้นมันถูกแบ่งแบบนั้นไม่ได้ (แต่เราก็ยังจะแบ่งมันมาตั้งแต่รุ่นต้นตระกูลเรา)

ฉันเข้าใจว่าพวกเรามีเหตุผลที่จะเอาความรักมาแบ่งเป็นอย่างนั้น แต่เท่าที่ดู เหตุผลที่ว่านั้น ทั้งฟังดูน่าเกลียด แล้วก็ไม่เป็นมนุษย์เอาเสียเลย เพราะการแบ่งนั้นมันฆ่านิยามความรักทิ้งจนไม่เหลือชิ้นดี

 

เหตุผลที่พวกเรายังยืนยันที่จะแบ่งประเภทความรักอยู่นั่น .. ก็เพราะว่าเรากลัวความรัก ...และเพราะว่าเรากลัว "ความไม่มีขอบเขต" ของความรัก... เพราะเราไม่อยากให้ฮินดูมารักกับอิสลาม เพราะเราไม่อยากให้คาทอลิกรักกับโปรแตสแตนท์ เพราะเราขีดเส้นขึ้นมากั้นเพื่ออ้างไม่ได้ว่า เฮ้ย เราไม่สามารถรักชาวยิวได้ว่ะ เราไม่สามารถรักคนจีนได้ว่ะ ... ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้นำโลกนั้นอยากจะแบ่งฝั่งโลกออกจากกัน แต่การที่จะแบ่งโลกออกจากกันนั้น เราต้องแบ่งความรักก่อน ...

 

 

 

 

พูดก็พูด ผมนึกถึงเมืองไทยยังไงไม่รู้ครับ ... ตอนนี้ก็แบ่งกันจริงจังเหลือเกิน

 

 ที่มา: http://www.osho.com/en/highlights-of-oshos-world/osho-on-love-quotes/

คนสำคัญ

posted on 01 Jun 2012 23:10 by suebphatt in Mess-Around directory Idea
วันหนึ่ง
วันที่เธอ อยากจะมีใครสักคน
คอยอยู่เคียงข้าง
เพื่อที่จะบอกว่า เธอนั้น มีค่าที่สุดในโลก สำหรับเขา
เพื่อที่จะบอกว่า เธอนั้นสำคัญทีสุดสำหรับเขา
 
 
วันเดียวกันนั้นเอง
หัวใจของเธอก็ตะโกนถามออกมา
ว่า ... แล้วกูล่ะ?
กูล่ะ? สำคัญแค่ไหนกับมึง?
 
แต่เธอไม่เคยได้ยินเสียงนั้นเลย
 
 
เธอเริ่มร้องไห้ออกมา
 
หัวใจของเธอเห็นดังนั้น จึงร้องไห้ตาม
แต่มันร้องไห้หนักกว่าเธอหลายเท่า
 
 
 
ฉันกำลังจะบอกเธออยู่นี่ไง
 
คราวหน้า ถ้าเธอรู้สึกว่า เธอไม่สำคัญอีก
ก้มหน้าลงมองหัวใจตัวเอง
ฟังเสียงของมันดีๆ
 
มันกำลังต้องการเธอนะ

สวัสดี...ปัญหา

posted on 26 May 2012 20:34 by suebphatt in Mess-Around directory Idea
คนที่มีนิสัยชอบหนีปัญหา
พอเจอปัญหาก็หนีเขาจะพบว่า... บางปัญหา หนีอย่างไรก็ไม่มีทางพ้น
แถมตัวปัญหาเองแม่งก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนคนที่เสพติดการแก้ปัญหาบางทีก็แก้ไปเรื่อย
ปัญหาบางอันไม่ต้องแก้ก็ได้ ก็ยังจะเข้าไปแก้
รู้สึกตัวอีกที ก็จมกองปัญหาตายไปแล้ว

มันถึงมี ทางสายกลาง ขึ้นมาไง

จะปล่อยวางเกินไปก็ไร้ประโยชน์
จะลุยอย่างเดียวก็เหนื่อยเกินคน

ปัญหาบางปัญหาก็เหมือนหมาหวงที่
บางทีเราเดินหนีออกห่างๆ หน่อย
มันก็ไม่กัดเราแล้ว

แต่ปัญหาบางปัญหาก็เหมือนเจ้างูกวนตีน
ขว้างออกไปยังไงแม่งก็บินกลับมาที่คอเรา
แถมรัดแน่นกว่าเดิม
เวลาเจอปัญหาแบบนี้ ไม่ต้องไปกลัวมันหรอกครับ
จับมันหักคอไปก็สิ้นๆ เรื่อง
แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า Cool
 
เป็นกำลังใจให้ทุกชีวิตที่ยังเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้นครับ
เด็กที่มีความสุขที่สุดในโลก

ไม่ใช่เด็กคนที่มีอมยิ้มอยู่ไม่จำกัด
และคนที่ไม่ถูกแม่ตีเมื่อกระทำผิด

แต่เป็นเด็กคนที่รู้ว่าอมยิ้มทำให้ฟันผุ
และรู้ว่าแม่ของเขาตีเพราะว่ารัก

ความจริงแล้ว ไม่ว่าเด็กคนหนึ่งบนโลกจะเป็นแบบไหนก็ตาม
อาจจะไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

แต่สำหรับผู้ใหญ่หนึ่งคนแล้ว…

การที่ผู้ใหญ่คนนั้นรู้ว่า
ความสุขที่มากเกินไปนั้น ทำให้เขาเคยตัว
แต่ปัญหาที่เขาเจอกลับกำลังทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น

ทำให้ผู้ใหญ่คนนั้น กลายเป็นผู้ใหญ่ที่แสนทรงคุณค่าเหลือเกิน
สำหรับโลกเบี้ยวๆ ใบนี้